Profilo di gluhppygluhp_mimiFotoBlogElenchiAltro ![]() | Guida |
|
14 gennaio เลือกยืนอยู่บนเรือสองลำ มือ... เอื้อมเกาะเรืออีกลำ เรือลำหนึ่ง หากชักขาถอนออก เรือลำนั้นอาจคว่ำ แต่หากไม่คว่ำ ก็จะโดนประณามไล่หลัง สาดเสีย... เทเสีย... ส่วนเรืออีกลำหนึ่ง จัดเตรียมพื้นที่ให้นั่งเรียบร้อยแล้ว แต่ที่ตรงนั้นเต็มไปด้วยหนามแหลม อีกทั้งสมาชิกบนเรือก็คอยจะจ้องกัดทึ้ง ที่แม้จะเจ็บปวด แต่ก็มั่นคง ส่วนลำที่เกาะเกี่ยวอยู่นั้น มีกระดาษเขียนคำว่าโอกาสและความฝันวางอยู่บนนั้น เพียงแต่ จะเอื้อมอย่างไรเล่าถึงจะเอื้อมถึง ในเมื่อยังไม่กล้าปล่อยขาออกจากเรือสองลำนั้น โดยจิตใจไม่ว้างโหวงได้
รอบข้างเป็นเรืออีกหลายแสนหลายล้านลำ บ้างแล่นเอื่อย บ้างแล่นฉิวจนน้ำสีดำกระเซ็นใส่คนรอบข้าง เบื้องล่าง... เป็นผิวน้ำสีดำ ก้าวขาลงไปได้ อาจเย็นเยือก หรืออาจเย็นฉ่ำ แล้วแต่ใครจะรู้สึก คนที่ก้าวลงไป เขาจะดำดิ่งลึกลงไปเรื่อยๆ และจะกลับขึ้นมาไม่ได้อีก หรือถึงจะกลับขึ้นมาได้ ก็จะเปลี่ยนไปตลอดกาล เพราะเขาจะไม่อาจมีชีวิตบนเรือที่แสนอึดอัดนี้อย่างเป็นสุขได้อีก
หนึ่งลำ สองลำ สามลำและเบื้องล่าง ต้องเลือก หรือไม่ต้องเลือก ทางเลือกมี หรือไม่มี ไม่เลือกเองหรือเลือกไม่ได้
12 gennaio กูอยู่ตรงนี้ ตรงนี้น่ะตรงไหนไม่ชอบประชาธิปไตย
ไม่ปลื้มเผด็จการ
รักในหลวง
ไม่ห่วงเศรษฐกิจ
ไม่เหลือง ไม่แดง
ไม่ชอบความรุนแรง
แต่รำคาญพวกอุดมคตินิยม
ในทางวัฒนธรรมคนไทยมันต่างกันเกินไปแล้ว
แข็ง ยึด ขยับไม่ได้ ทนอยู่ด้วยกันเพราะเศรษฐกิจ
ไม่อยากมีประเทศ ที่ยึดโยงกันด้วยระบบรัฐชาติ แต่ยังอยากอยู่บนโลกLaertius Diogenes บอกว่า
I am a citizen of the world.
ดีโอจีนิสเขาตัดสินใจได้แล้ว
ว่าเขาจะอยู่ตรงไหน
แล้วกูล่ะ กูอยู่ตรงไหนวะ
เหี้ยเอ๊ยยย มันการเมืองทั้งนั้นแหละ 18 settembre จู่ๆฉันอยู่กับความรุ้สึกผิดมาตลอด
ฉันโตมาแบบนี้
ทุกคนใช้ความรู้สึกผิดเป็นการเกลี้ยกล่อมให้ฉันเชื่อฟัง
มันไม่แฟร์เลย
ฉันยังคงรู้สึกผิดต่อไป
บางครั้งเครียดจนจะอ้วก แต่อธิบายออกมาเป็นคำพูดไม่ได้
อินเตอร์เน็ตมีส่วนช่วยให้ฉันหายบ้ามากทีเดียว
อย่างน้อยๆ มันก็ดึงฉันออกจากวังวนแห่งความเกลียดชัง
เกลียดตัวเอง
เกลียดทุกสิ่งที่ตัวเองเป็น
เกลียดโลก เกลียดบ้าน เกลียดชีวิต เกลียดทุกๆที่ที่มีลมหายใจของฉันอยู่
ฉันกำลังจะเป็นโรคจิต บางทีมันก็รู้ตัว 17 settembre เวลาตอนเจ็ดโมงครึ่งเป็นเวลาที่ไม่อยากจะตื่น ตอนสิบโมงเช้าเป็นเวลาที่ไม่น่าทำงาน ตอนเที่ยงเป็นเวลาที่ไม่ควรกินข้าวเพราะคนเยอะ ตอนบ่ายๆเป็นเวลาที่ควรหาที่นอน ตอนเย็นเป็นเวลาที่ควรจะนั่งเงียบๆสักที่ ตอนค่ำเป็นเวลาที่สมองแล่นปรู๊ดปร๊าด ตอนตีหนึ่งเป็นเวลาที่โลกเป็นของเราอย่างแท้จริง ตอนตีสามเป็นความง่วงงุนที่ทำให้หลับไปได้ทันทีอย่างเป็นสุข ตอนตีห้าสี่สิบห้าเป็นเวลาที่ท้องฟ้าสวยมาก และชวนให้หลับต่อ 11 settembre ไม่ดีเลยไม่ดีเลย คาดหวังอะไร คาดหวังทำไม
ไม่ดีเลย ตัวเราหายไปไหน ...อีกแล้ว
ไม่ดีเลย กับเสียงเรียกร้องที่พร่ำพ่น
ไม่ดีเลย กับใบหน้าที่ขยันยิ้ม
ไม่ดีเลย กับการรังแกตัวเอง
ไม่ดีเลย ไม่ดีเลย ไม่ดีเลย
อากาศเศร้า หรือเรากันแน่ที่บ้าไปเอง 16 agosto ขายวิญญาณให้ซาตาน ...เสียแล้วหรือ?
การเขียน blog 2 blog ในวันเดียวกัน มันก็ชวนให้ตั้งคำถามได้ว่า ...นี่มันเป็นอะไรของมันมากมั้ยเนี่ย ดังนั้น หลังจากพ่นใส่ bloggang ไปแล้วเมื่อบ่ายๆ ตอนดึกๆก็เลยมาโผล่ที่นี่ อย่าง...ไม่น่าสงสัยอะไรมาก
ข้างบนนั่นก็คือคำอธิบายของการมาเขียนที่นี่ ก็... ตัวสำรองน่ะนะ ควรค่าแก่การน้อยใจ หึหึหึ
มันเหมือนขายวิญญาณให้ซาตานยังไงไม่รู้ เรากำลังจะทำอะไรเนี่ย ในที่สุดก็แข็งขืนไว้ไม่อยู่ เส้นตายที่ไม่รู้ใครกำหนดทำให้เราต้องเลือก เลือกที่จะทำอะไรสักอย่าง
พ่ายแพ้แก่ระบบ? การแข่งขันเริ่มขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่? เรารู้ตัวก่อนที่จะถูกมันขยอกกลืนงั้นหรือ?
ฝันเหรอ ความฝันคืออะไรล่ะ เราฝันถึงอะไร เราอยากทำอะไร เราอยากเป็นอะไร แต่ละฝันต่างก็ทวงสิทธิดั้งเดิมของมัน กูมาก่อน กูมาก่อน กูมาก่อน ตบตีกันจนหมุนคว้างพร่าเลือน มองไม่เห็นเลย งงไปหมด
มันมีเยอะเกินไปจนเรามองไม่รู้เรื่อง หรือว่าจริงๆแล้วมันไม่เคยมีอยู่เลย หรือว่า (อีกที) จริงๆแล้ว มันเคยมีแต่มันฝ่อไปแล้ว ฝ่อเพราะเราไม่เชื่อมั่นในสิ่งที่เราฝัน ท้อในสิ่งที่ยังไม่ได้ทำ
กระแสน้ำของระบบพัดเรามาอีกด้านแล้ว ถ้าแข็งขืนต้านทาน ...มันดูเหมือนเป็นเรื่องงี่เง่า ถ้าโอนอ่อนยินยอม ...มันดูเหมือนขายวิญญาณ มันเหมือนขายวิญญาณให้ซาตานยังไงไม่รู้ เรากำลังจะทำอะไรเนี่ย เส้นตายที่ใครก็ไม่รู้กำหนด ทำให้เราต้องวิ่งตามระบบ ขายแรงงานและความคิด ... ขาย ขาย ขาย .. เงิน เงิน .. ขาย...
เงิน..
02 giugno บางคำที่ไอ้มี่มันอยากจะบอกไอ้เนตรเนตรกับมี่
ทำไมต้องเขียนเรื่องเนตรกับมี่ อาจจะเป็นเพราะมี่กับเนตรเป็นเพื่อนกัน มี่...เคยเขียนถึงเนตรหรือยังหนอ
ตอนป.1 รึเปล่าที่ได้รู้จักกัน ไอ้มี่มันก็จำไม่ได้เท่าไหร่ ตอนนั้นมี่เพิ่งย้ายบ้านเข้ามาอยู่ในเมือง บ้านก็อยู่ใกล้ๆกับเนตร ตอนเดินกลับบ้านก็เจอไอ้เด็กหัวหยิกอยู่เสมอๆ วันหนึ่งมี่ก็ทักมัน แล้วด้วยเหตุผลอะไรก็ไม่รู้ มี่มันเรียกเด็กคนนั้นว่าแป้ง
นั่นเป็นครั้งแรกที่เราทะเลาะกัน
เมื่อเนตรบอกว่า “เค้าไม่ได้ชื่อแป้งนะ เค้าชื่อเนตร” ไอ้มี่ตอนป.1 ที่แม้จะทั้งสวยทั้งน่ารัก แต่ก็ทั้งโง่ทั้งหูตึงฟังไม่รู้เรื่องว่าไอ้เด็กหัวหยิกที่มันอุปโลกน์ให้ชื่อว่าแป้งน่ะ จริงๆแล้วมันชื่ออะไร แล้วมันก็บอกไปว่า “อะไรนะ เค้าฟังไม่รู้เรื่อง ตัวสะกดให้เค้าฟังหน่อยสิ” ไอ้เนตรคงรำคาญเต็มแก่ ทำหน้าผู้ใหญ่สุดฤทธิ์แล้วก็บอกกลับมาว่า “...สระเอ...นอหนู...ตอเต่า...รอเรือ...”
ไอ้มี่หน้าโง่รู้สึกว่าชื่อเพื่อนใหม่มันยากเกินไป มันเลยบอกเพื่อนมันไปว่า “ยากจัง เค้าเรียกตัวเองว่าแป้งก็แล้วกัน แป้งๆๆๆๆ” โอ้โห...แม่เนตรหน้าหวานโกรธมากๆ ยื่นคำขาดว่า “เค้าชื่อเนตร ไม่ได้ชื่อแป้ง ถ้ามาเรียกเค้าว่าแป้ง เค้าจะไม่เล่นด้วยแล้ว” แล้วไอ้เนตรก็วิ่งเปิดไปเลย (ถ้าเป็นการ์ตูนญี่ปุ่นสมัยก่อน ก็จะวาดน้ำตาไหลพรากๆอาบหน้าไอ้เนตรเป็นสาย)
ไอ้มี่ยังคงเรียกไอ้เนตรว่าแป้งทุกครั้งที่เจอกัน ไม่ว่าจะที่โรงเรียน หรือว่าระหว่างทางกลับบ้าน และไอ้เนตรก็โมโหไม่ยอมเล่นด้วยทุกครั้งที่ได้ยินไอ้เพื่อนสุดสวยของมันงี่เง่าเรียกมันว่าแป้ง การทะเลาะเบาะแว้งอันเกิดจากความทึบทึ่มทางสมองของไอ้มี่ดำเนินไปจนถึงวันหนึ่งตอนป.2
มันเป็นวิชาภาษาไทย และคุณครูก็กำลังสอนเรื่องตัวสะกดที่ไม่ตรงมาตรา และนี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ไอ้มี่มันถึงบางอ้อว่าแป้งเพื่อนมันน่ะ จริงๆแล้วชื่ออะไร เพราะมันเพิ่งรู้ว่า ‘เนตร’ อ่านว่า ’เนด’ ได้ แล้วหลังจากนั้น ไอ้มี่ไม่เคยเรียกเพื่อนหัวหยิกหน้าหวานของมันว่าแป้งอีกเลย นี่อาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้ไอ้มี่มันรักวิชาภาษาไทยมาตลอดชีวิต นั่นก็เพราะว่าวิชานี้ มันทำให้ไอ้แป้ง เอ้ยไอ้เนตรเลิกทะเลาะกับมัน แล้วยอมเล่นด้วยเสียที
โรงเรียนชื่อดังใจกลางกรุงเทพที่มี่กับเนตรเรียนอยู่ถือได้ว่าเป็นโรงเรียนใหญ่พอสมควร หนึ่งชั้นเรียนแบ่งออกได้ตั้ง 8 ห้องเรียน ห้องหนึ่งก็ห้าหกสิบคน ทุกครั้งที่เปิดเทอมขึ้นชั้น ไอ้มี่มันจะตั้งความหวังอยู่เสมอมาว่าขอให้ได้อยู่ห้องเดียวกับเนตร แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่เคยมีโอกาสสักที (ซึ่ง 10 ปีในรั้วคอนแวนต์ ไอ้มี่กับเนตรก็ไม่เคยได้อยู่ห้องเดียวกันเลย) มี่กับเนตรจึงได้เล่นด้วยกันจริงๆก็แค่ตอนปิดเทอม เพราะความที่บ้านอยู่ใกล้ๆกัน ก็เลยสนิทกันได้ไม่ยาก
ชีวิตวัยเด็กผ่านไปเร็วเสมอ เผลอแป๊บเดียวมี่กับเนตรก็ขึ้นชั้นป.5แล้ว เหตุบังเอิญเกิดขึ้นเมื่อมี่กับเนตรสมัครเข้าวงดุริยางค์ของโรงเรียน และรีบเดินตามพี่ๆมาตะโกนถามที่หน้าชั้นเรียนออกมาลงชื่อและฟังรายละเอียดที่นอกห้องเรียน และเพราะห้องเรียนอยู่ติดกัน มี่กับเนตรก็เลยเดินออกมาเจอกันตรงระเบียงพอดี พอเจอหน้ากันก็ว่า “แกก็สมัครเหรอ” ก็ดีใจกันไป
เย็นวันนั้นเด็กป.5 สองคนก็เดินเกี่ยวนิ้วชี้กันไปยังห้องเครื่อง (ห้องดุริยางค์) ด้วยกัน ตอนนั้นไอ้เนตรมันรู้จักพี่ๆหลายๆคนในวงดุริยางค์อยู่พอสมควร ไอ้มี่ซึ่งยังโง่ๆเอ๋อๆไม่รู้เรื่องอะไร ก็ตามเกาะไอ้เนตรแจ ความทรงจำของไอ้มี่ตอนนี้เหมือนโดนถุงพลาสติกโดนน้ำร้อนละลาย เพราะว่ามันขาดๆเละๆ จำไม่ค่อยได้ว่าอะไรเกิดขึ้นบ้าง รู้สึกว่าตอนแรกไอ้เนตรเข้าไปมันจะเล่นทรัมเป็ตหรืออะไรประมาณนี้ แล้วก็ไปแอบชอบรุ่นพี่สักคน (รึเปล่าวะ) ไอ้มี่มันจำได้แต่ว่า ทำไปทำมาทั้งมันกับไอ้เนตรก็หลุดเข้ามาเล่นเครื่องดนตรีชนิดเดียวกันจนได้ และนั่นก็คือ คลาริเน็ต
หลังจากช่วงนี้ มันคือช่วงดราม่าของความสัมพันธ์อันร้าวฉานของคนทั้งคู่ ไอ้มี่มันนึกไม่ออกว่า มีวันไหนบ้างที่มันไม่ทะเลาะกับเนตร แถมบางครั้งบางคราว การทะเลาะก็ลามปามไปงอนแม่ไอ้เนตรไปด้วยอีกคน มีอยู่ครั้งหนึ่ง แม่เนตรไปรับ (คือวงดุริยางค์มันจะเลิกซ้อมเอาตอนเย็นๆ แม่เนตรก็จะมารับไอ้เด็กแสบทั้งสองคนนี้กลับบ้านพร้อมกัน) แต่ตอนนั้นไอ้คุณมี่โกรธไอ้คุณเนตรเอามากๆ เลยไม่ยอมนั่งรถแม่มัน เชิดหน้าหยิ่งแล้วก็ ..เดินกลับก็ได้วะ.. ด้านไอ้เนตรเองก็ใช่ย่อยๆ มันยังเคยเข้ามาด่าไอ้มี่ถึงในบ้านตอนเช้าก่อนไปโรงเรียน ทั้งๆที่พ่อกะแม่ของไอ้มี่มันก็อยู่ (จำได้มั้ย เหอะๆๆๆ) ก็...งี่เง่าพอกันแหละ (อย่ามาทะเลาะกันอีกนะเว้ย มันเรื่องตอนเด็กๆ)
มันก็ตลกดี เพราะการทะเลาะตบตีกันของคนทั้งคู่เป็นที่เรื่องราวกระฉ่อนวงดุริยางค์มากๆ ไม่มีใครในวงไม่รู้ว่าไอ้สองตัวนี้มันกัดกันยังกะหมาตัวผู้แย่งหมาตัวเมีย เป็นที่เอือมระอาของพี่ๆเพื่อนๆและน้องๆมาตลอด 5 ปีที่อยู่ในวงเดียวกัน ที่ตลกคือไอ้มี่มันจำไม่ได้เลยว่า เวลามันคืนดีกับเพื่อนมัน มันใช้วิธีการอะไร แล้วก็นึกสาเหตุของการทะเลาะกันไม่ออกเลยด้วย จำได้แค่ว่า ไอ้มี่มันจะยอมก่อนตลอด เพราะว่ามันเป็นคนดี (เฮ่ย! ไม่ใช่ มันเถียงไม่ทันตะหาก)
จนกระทั่งวันหนึ่งเมื่อมาถึงทางแยกของชีวิต (ซีเรียสเชียว) ไอ้มี่ยังจำภาพไอ้เนตรที่น้ำตาไหลอาบแก้มได้อยู่ (ตัดเป็นภาพการ์ตูนญี่ปุ่นอีกครั้ง) เมื่อเนตรต้องจากไปสู่ทางเลือกที่ดีกว่า นั่นก็คือการได้ไปต่อม.4 สายวิทย์ ที่เตรียมฯใหญ่ ชีวิตในวงดุริยางค์โรงเรียนเก่าต้องจบลงไป ไอ้เนตรมันแอบนั่งร้องไห้อยู่บนพื้นห้องเรียนฟิสิกส์ที่โรงเรียนเก่า โดยมีไอ้มี่คอยนั่งปลอบมันอยู่ ทำให้ไอ้มี่เสียสมาธิในการเรียน จนฟังครูพูดไม่รู้เรื่อง อะไรก็ไม่รู้ เทตะ เพตะ เทระ จิกกะ เซปตะ ตะกละ เฟอะฟะ อะไรสักอย่างจนทำไอ้มี่ซึ่งสมองทึ่มๆอยู่แล้วตั้งแต่เด็กๆ เรียนฟิสิกส์ไม่รู้เรื่องจนกระทั่งจบม.6 แต่ก็นั่นแหละ ทำยังไงไอ้เนตรก็ยังไม่หยุดร้องไห้ แล้วในที่สุดเมื่อมันต้องไป มันก็ต้องไป แล้วมันก็ไป (แล้วจะพูดทำไมหลายรอบ)
ชีวิตในวงดุริยางค์ที่ไม่มีไอ้เนตรคอยนั่งกัดกันอย่างที่เคยเป็นทำให้ไอ้มี่มันเหงา เหงามากๆ ไอ้เนตรมันก็ไปอยู่ในวงดุริยางค์ของเตรียมฯ ซึ่งไอ้มี่ก็ไม่ค่อยรู้ข่าวคราวอะไรของมันเหมือนกัน ไอ้มี่มันเพิ่งรู้ว่าการหยุดทะเลาะกับคนอื่นด้วยเรื่องงี่เง่าๆ ทำให้คนเราโตขึ้นและมีเวลาทำอะไรๆมากขึ้น ซึ่งไอ้มี่ก็เดาว่าไอ้เนตรก็คงจะรู้เหมือนกัน หลังจากนั้นมาทุกครั้งที่เจอกัน ไอ้มี่กับไอ้เนตรก็เลยเลิกทะเลาะกัน (นานๆเจอกันทีจะทะเลาะกันทำไมให้เสียเวลา)
เรื่องราวช่วงนี้ของทั้งคู่ขาดตอนไป เมื่อต่างคนต่างยุ่ง และต่างก็ไปมีชีวิตของตัวเอง ไอ้มี่มันย้ายออกจากบ้านที่เคยนั่งบนหน้าต่างห้องตัวเอง แล้วมองไปเห็นไอ้เนตรโบกมือที่หน้าต่างระเบียงแมนชั่นของมันได้ กลายเป็นว่าไกลกันจนเกินจะมองกันเห็น ไอ้ที่ว่าจะไปกิน a day café ที่เคยอยู่ในซอยของมันทั้งคู่ หรือว่าจะไปกิน anna café ที่ตอนนี้กลายเป็น MK Gold ด้วยกันนั้น เป็นอันว่าเลิกคิดได้เลย
ไอ้เนตรเรียนจบเตรียมฯ แล้วก็เอ็นท์ติดสัตวแพทย์ จุฬาฯ ก็เหมาะสมดีสำหรับคนรักสัตว์อย่างมัน ส่วนไอ้มี่ก็ลุ่มๆดอนๆ สอบเข้าเรียนรัฐศาสตร์ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ แต่กลับกระดอนไปออสเตรเลียที กระเด็นไปฮ่องกงที กว่าจะยืนได้มั่น ไอ้มี่ก็เกือบจะลืมไปแล้วว่ายังมีเพื่อนอย่างไอ้เนตรอยู่
เสมอ ต้องขอบคุณคนคิดโปรแกรมเอ็มเอสเอ็นขึ้นมา มันทำให้คนทั้งคู่คุยกับได้ง่ายขึ้น และบ่อยขึ้น มันเชื่อมโยงชีวิตที่ห่างหายกันไปให้กลับมาเจอกันได้อีกครั้ง
เวลาผ่านไป คนเราก็โตขึ้น แล้วไอ้มี่มันก็รู้เห็นได้ชัดเลยว่า เนตรคงเป็นคนเดียวในโลกที่ไอ้มี่ไม่เคยกลัวเลยว่าจะโกรธกันเวลาเถียงกัน ต่อให้หน้าดำหน้าแดงยังไงก็เถอะ เพราะทะเลาะกันมาจนพรุน และไม่มีพื้นที่ไหนว่างพอจะให้บรรจุเรื่องราววิวาทกันได้อีกแล้ว ก็ทะเลาะกันจนรู้เช่นเห็นชาติกันมาตั้งแต่ป.1นี่เนอะ ถึงบริบทของชีวิตจะพาให้แต่ละคนกระเด็นกระดอนกันไปคนละทิศคนละทาง แต่เพื่อนกันยังไงก็ตัดไม่ขาด เวลาเจอกันทีก็ตัวติดกันเป็นปาท่องโก๋เหมือนเดิม อะไรๆก็ไม่เปลี่ยน
แต่คนเป็นผู้หญิง เมื่อมีความรักแล้ว อะไรๆที่คนเป็นเพื่อนไม่เคยเห็น ก็ได้เห็นคราวนี้เอง เพราะผู้หญิงเศร้าได้ที่สุดก็เรื่องความรัก สุขได้ที่สุดก็เพราะว่าเรื่องเดียวกันนี่เอง
บ่อยครั้งที่ไอ้เนตรกับไอ้มี่ห่างๆกันไป เพราะต่างคนต่างก็มีโลกส่วนตัวในหัวใจของตัวเอง นานๆครั้งก็กลับมาอัพเดทชีวิตตัวเองให้เพื่อนฟัง บ้างหัวเราะ บ้างมีน้ำตา ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นน้ำตาของไอ้มี่ ในขณะที่ไอ้เนตรจะคอยด่า เอ้ย! คอยเตือนสติอยู่เสมอๆ
เมื่อเร็วๆนี้ถึงตาไอ้เนตรต้องเป็นฝ่ายเสียน้ำตาบ้าง และความเสียใจนั้น ไอ้มี่ก็พอจะเข้าใจและสัมผัสถึง ไอ้มี่ช่วยอะไรไม่ได้มากไปกว่ารับฟัง แต่ก็รู้ว่า นั่นคือสิ่งที่ดีที่สุดที่ไอ้มี่มันจะทำได้ ไอ้มี่มันหูจะรับฟังสิ่งที่เนตรอยากจะบอกตลอดแหละ แม้ว่าบางครั้งไอ้มี่มันจะเพี้ยนๆ จิตตกๆหล่นๆ อยู่เรื่อยๆ แต่เวลาที่คนอย่างไอ้เนตรต้องการใครสักคน ไอ้มี่มันก็พร้อมที่จะเข้มแข็งแล้วก็รับฟังเพื่อนที่มันรักที่สุด ซึ่งไอ้มี่ก็คิดว่า ไอ้เนตรก็คงจะเป็นเหมือนกัน
ไอ้มี่มันได้ยินมาว่าไอ้เนตรรู้สึกดีขึ้นแล้ว ไอ้มี่ก็ดีใจด้วย ไอ้เนตรเข้มแข็งเสมอ มันรู้ดี
ไอ้มี่มันก็แค่อยากจะบอกคำบางคำให้เพื่อนมันฟัง แต่อารมณ์ไหนก็ไม่รู้ ไอ้มี่มันเลยสาธยายออกมาเสียยาวเหยียด อย่างกับว่าสังขารกำลังร่วงโรย
เอาเป็นว่าจบดื้อๆด้วยคำที่มันอยากบอกก็แล้วกัน …Happy Birthday… นะจ๊ะ นังเพื่อนสุดสวย
30 aprile สำหรับวันสำคัญอีกวันหนึ่งเป็นใครก็คงจะใจหาย ถึงจะทำใจมาแล้ว
ในวันที่เราเลือกว่าจะโต...วันที่เราต้องไป
ก็สมควรแก่เวลา
สมควรแก่ความสามารถ
และที่จะต้องให้แน่ใจว่า
ไม่ได้ลืมหยิบติดตัวไปด้วย
ก็คือ ความมั่นใจ
ก็รู้อยู่แล้วแหละค่ะ
ว่าพี่มีเต็มเปี่ยม ทั้งความสามารถและหัวใจ
แต่งานหนักๆก็อย่าลืมพักผ่อนบ้างนะคะเถ้าแก่
จะคอยเป็นกองเชียร์และจะติดตามผลงานแล้วก็อย่ารักตัวเองน้อยกว่ารักงานล่ะ
เอาให้เต็มที่เลย
Congratulations!!!
ป.ล. คราวนี้คงมีโอกาสขับรถมากขึ้นนะคะ 21 marzo เปลี่ยน...เขียนทำไมเปลี่ยนตัวหนังสือดีไหม
เปลี่ยนให้มันสนุกสนานกว่านี้
เปลี่ยนสิ่งที่เขียน เปลี่ยนที่ความคิด
เปลี่ยนตัวเอง เปลี่ยนเสียที
ตอนนี้ก็เปลี่ยนที่เขียน
น่าน้อยใจแทนที่นี่ ที่ได้เป็นแค่ตัวสำรอง
เอาไว้นึกถึงเวลาที่นึกเบื่อ bloggang
อยากให้มีอะไรเปลี่ยนแปลง
แต่กลับไม่ลงมือเปลี่ยนเอง
ปากก็พูดว่าจะเปลี่ยนๆ
แต่สุดท้ายไม่ทำอะไรเลย
ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
เบื่อตัวเอง
ตอนนี้ใกล้เที่ยงคืนแล้ว
ก่อนหน้านี้ไม่นาน รู้สึกว่ามันเป็นเวลาหัวค่ำ
แต่ตอนนี้ กลับรู้สึกว่าเราควรจะไปนอนได้แล้ว
แต่ตัวก็ยังเหม็น หัวก็ยังเหนียว
ก็คงอีกนานกว่าจะนอน
ตอนนี้กำลังนั่งพิมพ์ใน wordpad
ไม่รู้เหมือนกันว่าคราวนี้จะพิมพ์เรื่องอะไร
ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะเอาไปลงที่ space หรือ bloggang
รู้แต่ว่าอยากจะพิมพ์ อยากจะพูด
สมุดไดอารี่ "ความฝันสีแดง" เล่มที่ใช้อยู่
กลายเป็นสมุดจดงานของ a team junior ไปแล้ว
ไม่ค่อยมีเวลาอยู่กับตัวเองเงียบๆ
แล้วหยิบสมุดมาเขียนขยุกขยิกบ้าๆบอๆลงไปเหมือนเมื่อก่อน
จริงๆคือไม่ค่อยมีอารมณ์
จริงๆคือเริ่มนิสัยเสีย ขี้เกียจเขียน ไม่ได้นะ ไมได้
เฮ้อ...ชีวิต...
เสาร์อาทิตย์หน้ามีแสดง (อีกแล้ว)
ทำไมเรารู้สึกเหนื่อยหน่ายกับมันจัง
ย้ำว่าเหนื่อยหน่าย ไม่ใช่เหนื่อยเฉยๆ
ความหมายต่างกันมากนะ
เวลาก็ผ่านมานานมากแล้ว
ทำไมเขาคนนั้นต้องคอยมาทำร้ายเราอยู่ตลอด
หรือว่าเราเองที่ทำร้ายเขาตลอดเอง เรานี่แย่จัง
จนถึงบรรทัดนี้ ตัดสินใจได้แล้วว่า จะแปะไอ้นี่ไว้ที่ไหนดี
เรื่องบ่นๆบางเรื่อง ก็งี่เง่า แล้วก็ จะให้คนอื่นอ่านทำไมวะ
ไม่รู้สิ เหงามั้ง อยากหาเพื่อนคุยด้วย
แต่ว่าขี้เกียจจะนั่งคุย ไม่ชอบอยู่กับคนอื่น
อย่างที่ปั้นบอก ถ้าเจ้าตัวจำได้
วันนั้นที่ออสเตรเลีย ปั้นบอกว่าคุยกันผ่านคอมน่ะดี
เพราะว่ามันไม่จำเป็นที่ทั้งสองคนจะต้องว่างตรงกัน
อยู่บ้านไม่ค่อยมีใครฟังเราคุย
จนตอนหลังเลยปิดปากเงียบ กลายเป็นคนเงียบๆไปแทน
แต่ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน ว่าทำไมบางทีเราก็เริงร่าบ้าบอเกินพิกัด
ตามตัวเองไม่ค่อยทัน
ตอนนี้กำลังหงุดหงิดและอยากอยู่เงียบๆ
อยากคุยกับตัวหนังสือไปเรื่อยๆ
มันก็เหมือนคุยกับตัวเอง มีความสุขกับมัน
แต่ว่ากลัวเหมือนกันว่าสามเดือนนี้
เราจะเกลียดสิ่งที่เรารัก อย่านะ อย่ายอมให้มันเกิดขึ้น
วางสิ ตัวเองที่ถืออยู่วางลง
ใช่ ตอนนี้กำลังหงุดหงิดมากๆ
เข้าใจไหมว่าไม่อยากไปสอนพรุ่งนี้เช้าเลย
เข้าใจไหมว่าไม่ได้อยากเป็นครูสอนเต้น
มันจะต้องมีคนที่ใช่ คนที่เหมาะสมสิ
เราไม่มีเหตุผลอะไรที่ไม่อยากไปสอน นอกจาก...
เราไม่ได้รู้สึกรักเด็กๆเลย
บางทีพวกเขาก็น่ารัก
แต่หลายทีที่พวกมันโคตรน่าถีบ
เมื่อไหร่กูจะโตหนอ คุณหนูเอ้ย
การใช้ชีวิต กับการหาเลี้ยงชีวิต
(กูไม่ทำแม่งเลยสักอย่างจะเป็นไรวะ)
ชีวิตหลายภาคมันเหนื่อยมากกกกกก
แต่ก็เลือกเอง จะบ่นอะไร
ตอนนี้กำลังเขียนเอาสะใจแล้ว เริ่มไม่มีสาระ
แล้ว...เขียนทำไมเนี่ย 04 marzo ...คืนก่อนสอบ IPE...(ร่างกายไม่ค่อยโอเค)
11 gennaio วันหนึ่งเมื่อได้เดินเล่นบนสะพานข้ามไปฝั่งธนฯบางครั้ง บางสิ่งบางอย่างผ่านมาวูบเดียว
แค่ความรู้สึกหนึ่งที่เคลื่อนผ่านความรับรู้
มันได้หอบเอาความรู้สึกที่ยาวนาน และลึกล้ำมากับมันด้วย
กลิ่นของความทรงจำยังคงพัดโชย
ครอบคลุมพื้นที่กว้างกว่าตัวมันเองหลายเท่านัก
แม้บางสิ่งบางอย่างจะเพียงแค่แตะความรู้สึก
...เพียงแผ่วเบา...
แต่ผิวน้ำแห่งความทรงจำกระเพื่อมแผ่วงกว้างกว่ากว้าง
แค่ลมพัดวูบหนึ่งบนสะพาน
แค่ระยิบน้ำสะท้อนแสงชั่ววิบตา
แค่รอยยิ้มจากใครคนหนึ่งที่เคยรู้จัก
ในวันเวลาดีๆเก่าๆ ..แค่เพียงหนึ่งวินาที
เพียงแค่นั้นความรู้สึกก็คล้ายได้รับการปลอบประโลม
ข้ามผ่านเวลา ข้ามผ่านม่านควันพิษกลางกรุงเทพฯ
กลับไปยังช่วงเวลาครั้งหนึ่ง
ณ สถานที่แห่งหนึ่ง
กับความรู้สึกที่ลึกล้ำแบบหนึ่ง
แล้วก็ได้รู้ ที่ใครต่างพูดกันว่า...
เวลาไม่อาจไหลกลับ อดีตไม่อาจหวนคืน
แต่ใครจะรู้ อดีต ปัจจุบัน อนาคต คือวงกลมเพียงหนึ่งวง
ไม่ได้เป็นเส้นตรง หากเคลื่อนไหว ต่อติด เชื่อมโยงซึ่งกันและกัน
ชีวิตอยู่ทั้งในเมื่อวานนี้ วันนี้ และพรุ่งนี้
คนที่มีชีวิตอยู่กับความหลัง คือคนจ่อมจมและยึดติด
คนที่มีชีวิตอยู่กับความหวัง คือคนช่างฝัน
คนที่มีชีวิตอย่างไร้ซึ่งอดีต และอนาคต คือคนแข็งกระด้าง
(อย่างน้อยก็ในความรู้สึกของตัวฉันเองนะ)
ในความเป็นจริง เวลานั้นไม่มีจริง ไม่อาจแบ่งแยกได้
ชีวิตจึงไม่อาจแบ่งเป็นเมื่อวานนี้ วันนี้ พรุ่งนี้
สิ่งที่มีจริงก็คือ ... กล่องใบนั้นที่อยู่ในเราทุกๆคน
ซึ่งอัดแน่นไปด้วยความรู้สึกต่างๆในทั้งหมดของชีวิต
ซึ่งไม่เคยแบ่งตัวเองตามหน้าปัดนาฬิกาและปฏิทิน
และคราใดก็ตามที่กล่องใบนั้นถูกเปิดออก
ก็จะพบว่าสิ่งต่างๆในนั้น สดใหม่อยู่เสมอ 06 dicembre บ่นๆบ้าๆกลางดึกนั่งทำงานจนตาค้างอยู่กลางดึก
พูดง่ายๆคือ นอนไม่หลับ หรืออาจเป็นไปได้ว่า
จริงๆแล้วไม่อยากนอน เพราะว่าไม่อยากให้มันกลายเป็นวันพรุ่งนี้
...วันพฤหัส... ต้องไปสู้กับเด็กอนุบาลตั้งแต่เช้า
เมื่อไหร่จะทำใจได้ก็ไม่รู้ เมื่อไหร่ที่เราจะยอมโตสักที
ไม่รู้ว่าคิดเข้าข้างตัวเกินไปรึเปลาถ้าจะคิดว่า
แต่ละคนมีความสามารถต่างๆกัน
และก็มีภาระจากความสามารถนั้นต่างกันไปด้วย
อยากจะคิดว่า เราไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นครูสักหน่อย
แต่จะว่าไป ยังไงก็หนีความจริงไม่พ้นหรอก
ความจริงที่ว่าเราไม่มีความพยายาม ไม่มีความอดทน
ตอนนี้เริ่มรู้สึกคล้ายๆกับที่เพื่อนๆรู้สึกกันเมื่อปีที่แล้ว
ก็กำลังจะจบอยู่ไม่กี่เดือนนี้แล้ว มันเคว้งๆ งงๆ มองอนาคตไม่ค่อยออกจากที่ไม่เคยคิด ไม่เคยกังวล ด้วยความที่ทำงานมาตลอด
เคยคิดว่าเรียนจบ มันก็แค่เรามีเวลาทำงานมากขึ้นเท่านั้น
ตอนนี้เริ่มถามตัวเองอย่างเอาจริงเอาจังมากขึ้น
ว่า...รักงานที่ทำมากเท่าไหร่ และจะทนอยู่กับมันไปได้อีกนานไหม
งานที่สวนทางกับความเชื่อ ความศรัทธาของเรา มันจะเติมเต็มชีวิตได้อย่างไร
งานที่ไม่ตอบโจทย์ของชีวิตเรา เราจะเสแสร้งแกล้งทำไปได้สักเท่าไหร่
...อยู่กับโลกความจริงหน่อย...ใครๆก็พูดกับเราแบบนี้
ใช่สินะ ไม่ทำงานนี้ แล้วจะไปทำอะไร
IR และปรัชญาการเมืองที่ร่ำเรียนมา ได้แค่กระตุ้นให้คิด
แต่เอาเข้าจริง วิชาที่เราแสนรักนั้น มันกินไม่ได้
หนังสือที่อ่านมากมาย ได้แค่ช่วยให้รู้ทัน ช่วยให้มองโลกอีกมุม
แต่ก็อีกแหละ ไม่มีใครเขามองแบบเรา ไม่มีใครเห็นว่ามันสำคัญ
หน้าที่จริงๆของเราคือทำงาน แล้วก็หาตังค์ดูแลพ่อแม่
แล้วมันคือหน้าที่อีกใช่ไหม ที่ต้องทนทำงานที่ทำอยู่ต่อไป
เกิดเป็นคนต้องอดทน อดทนไปจนกว่าจะตายนั่นแหละ
ยิ้มให้ตัวเอง...ยิ้มไว้...ยิ้มไว้...ยิ้มไว้...
เผื่อโลกจะน่าอยู่ขึ้นบ้าง
เผื่อสักวันจะมีทางออกให้ตัวเอง
เผื่อสักวันจะมีชีวิตที่ลงตัว
มีบ้าน มีครอบครัว มีคนที่เรารักเขา และเขารักเรา
วันนั้นคงไม่ต้องคิดหาคำตอบให้ชีวิตมากมาย
ถ้ารู้ว่าตรงขอบฟ้าที่เรากำลังพยายามจะไป
มีใครกำลังรอคอยอยู่ ชีวิตคงจะมีจุดมุ่งหมายมากกว่านี้
ก็แค่เผื่อจะมีวันนั้นกะเขาบ้าง
...ยิ้มรอ... 18 agosto up อะไรดีเรื่องการเรียนก็ไม่รู้จะบ่นอะไร เพราะว่าไม่ได้ตั้งใจเรียน
รู้แต่เบื่อว่ะ อยากเรียนจบเร็วๆ
อยากหนีไป dance แล้วล่ะ
up รูปจนขี้เกียจเขียนละ ไว้วันหลังนะ
|
|
|