Profilo di gluhppygluhp_mimiFotoBlogElenchiAltro Strumenti Guida

Blog


02 giugno

บางคำที่ไอ้มี่มันอยากจะบอกไอ้เนตร

เนตรกับมี่

 

ทำไมต้องเขียนเรื่องเนตรกับมี่ อาจจะเป็นเพราะมี่กับเนตรเป็นเพื่อนกัน มี่...เคยเขียนถึงเนตรหรือยังหนอ

 

ตอนป.1 รึเปล่าที่ได้รู้จักกัน ไอ้มี่มันก็จำไม่ได้เท่าไหร่ ตอนนั้นมี่เพิ่งย้ายบ้านเข้ามาอยู่ในเมือง บ้านก็อยู่ใกล้ๆกับเนตร ตอนเดินกลับบ้านก็เจอไอ้เด็กหัวหยิกอยู่เสมอๆ วันหนึ่งมี่ก็ทักมัน แล้วด้วยเหตุผลอะไรก็ไม่รู้ มี่มันเรียกเด็กคนนั้นว่าแป้ง

 

นั่นเป็นครั้งแรกที่เราทะเลาะกัน

 

เมื่อเนตรบอกว่า เค้าไม่ได้ชื่อแป้งนะ เค้าชื่อเนตร ไอ้มี่ตอนป.1 ที่แม้จะทั้งสวยทั้งน่ารัก แต่ก็ทั้งโง่ทั้งหูตึงฟังไม่รู้เรื่องว่าไอ้เด็กหัวหยิกที่มันอุปโลกน์ให้ชื่อว่าแป้งน่ะ จริงๆแล้วมันชื่ออะไร แล้วมันก็บอกไปว่า อะไรนะ เค้าฟังไม่รู้เรื่อง ตัวสะกดให้เค้าฟังหน่อยสิ ไอ้เนตรคงรำคาญเต็มแก่ ทำหน้าผู้ใหญ่สุดฤทธิ์แล้วก็บอกกลับมาว่า ...สระเอ...นอหนู...ตอเต่า...รอเรือ...

 

ไอ้มี่หน้าโง่รู้สึกว่าชื่อเพื่อนใหม่มันยากเกินไป มันเลยบอกเพื่อนมันไปว่า ยากจัง เค้าเรียกตัวเองว่าแป้งก็แล้วกัน แป้งๆๆๆๆ โอ้โห...แม่เนตรหน้าหวานโกรธมากๆ ยื่นคำขาดว่า เค้าชื่อเนตร ไม่ได้ชื่อแป้ง ถ้ามาเรียกเค้าว่าแป้ง เค้าจะไม่เล่นด้วยแล้ว แล้วไอ้เนตรก็วิ่งเปิดไปเลย (ถ้าเป็นการ์ตูนญี่ปุ่นสมัยก่อน ก็จะวาดน้ำตาไหลพรากๆอาบหน้าไอ้เนตรเป็นสาย)

 

ไอ้มี่ยังคงเรียกไอ้เนตรว่าแป้งทุกครั้งที่เจอกัน ไม่ว่าจะที่โรงเรียน หรือว่าระหว่างทางกลับบ้าน และไอ้เนตรก็โมโหไม่ยอมเล่นด้วยทุกครั้งที่ได้ยินไอ้เพื่อนสุดสวยของมันงี่เง่าเรียกมันว่าแป้ง การทะเลาะเบาะแว้งอันเกิดจากความทึบทึ่มทางสมองของไอ้มี่ดำเนินไปจนถึงวันหนึ่งตอนป.2

 

มันเป็นวิชาภาษาไทย และคุณครูก็กำลังสอนเรื่องตัวสะกดที่ไม่ตรงมาตรา และนี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ไอ้มี่มันถึงบางอ้อว่าแป้งเพื่อนมันน่ะ จริงๆแล้วชื่ออะไร เพราะมันเพิ่งรู้ว่า เนตรอ่านว่าเนดได้ แล้วหลังจากนั้น ไอ้มี่ไม่เคยเรียกเพื่อนหัวหยิกหน้าหวานของมันว่าแป้งอีกเลย นี่อาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้ไอ้มี่มันรักวิชาภาษาไทยมาตลอดชีวิต นั่นก็เพราะว่าวิชานี้ มันทำให้ไอ้แป้ง เอ้ยไอ้เนตรเลิกทะเลาะกับมัน แล้วยอมเล่นด้วยเสียที

 

โรงเรียนชื่อดังใจกลางกรุงเทพที่มี่กับเนตรเรียนอยู่ถือได้ว่าเป็นโรงเรียนใหญ่พอสมควร หนึ่งชั้นเรียนแบ่งออกได้ตั้ง 8 ห้องเรียน ห้องหนึ่งก็ห้าหกสิบคน ทุกครั้งที่เปิดเทอมขึ้นชั้น ไอ้มี่มันจะตั้งความหวังอยู่เสมอมาว่าขอให้ได้อยู่ห้องเดียวกับเนตร แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่เคยมีโอกาสสักที (ซึ่ง 10 ปีในรั้วคอนแวนต์ ไอ้มี่กับเนตรก็ไม่เคยได้อยู่ห้องเดียวกันเลย) มี่กับเนตรจึงได้เล่นด้วยกันจริงๆก็แค่ตอนปิดเทอม เพราะความที่บ้านอยู่ใกล้ๆกัน ก็เลยสนิทกันได้ไม่ยาก

 

ชีวิตวัยเด็กผ่านไปเร็วเสมอ เผลอแป๊บเดียวมี่กับเนตรก็ขึ้นชั้นป.5แล้ว เหตุบังเอิญเกิดขึ้นเมื่อมี่กับเนตรสมัครเข้าวงดุริยางค์ของโรงเรียน และรีบเดินตามพี่ๆมาตะโกนถามที่หน้าชั้นเรียนออกมาลงชื่อและฟังรายละเอียดที่นอกห้องเรียน และเพราะห้องเรียนอยู่ติดกัน มี่กับเนตรก็เลยเดินออกมาเจอกันตรงระเบียงพอดี พอเจอหน้ากันก็ว่า แกก็สมัครเหรอ ก็ดีใจกันไป

 

เย็นวันนั้นเด็กป.5 สองคนก็เดินเกี่ยวนิ้วชี้กันไปยังห้องเครื่อง (ห้องดุริยางค์) ด้วยกัน ตอนนั้นไอ้เนตรมันรู้จักพี่ๆหลายๆคนในวงดุริยางค์อยู่พอสมควร ไอ้มี่ซึ่งยังโง่ๆเอ๋อๆไม่รู้เรื่องอะไร ก็ตามเกาะไอ้เนตรแจ ความทรงจำของไอ้มี่ตอนนี้เหมือนโดนถุงพลาสติกโดนน้ำร้อนละลาย เพราะว่ามันขาดๆเละๆ จำไม่ค่อยได้ว่าอะไรเกิดขึ้นบ้าง รู้สึกว่าตอนแรกไอ้เนตรเข้าไปมันจะเล่นทรัมเป็ตหรืออะไรประมาณนี้ แล้วก็ไปแอบชอบรุ่นพี่สักคน (รึเปล่าวะ) ไอ้มี่มันจำได้แต่ว่า ทำไปทำมาทั้งมันกับไอ้เนตรก็หลุดเข้ามาเล่นเครื่องดนตรีชนิดเดียวกันจนได้ และนั่นก็คือ คลาริเน็ต

 

หลังจากช่วงนี้ มันคือช่วงดราม่าของความสัมพันธ์อันร้าวฉานของคนทั้งคู่ ไอ้มี่มันนึกไม่ออกว่า มีวันไหนบ้างที่มันไม่ทะเลาะกับเนตร แถมบางครั้งบางคราว การทะเลาะก็ลามปามไปงอนแม่ไอ้เนตรไปด้วยอีกคน มีอยู่ครั้งหนึ่ง แม่เนตรไปรับ (คือวงดุริยางค์มันจะเลิกซ้อมเอาตอนเย็นๆ แม่เนตรก็จะมารับไอ้เด็กแสบทั้งสองคนนี้กลับบ้านพร้อมกัน) แต่ตอนนั้นไอ้คุณมี่โกรธไอ้คุณเนตรเอามากๆ เลยไม่ยอมนั่งรถแม่มัน เชิดหน้าหยิ่งแล้วก็ ..เดินกลับก็ได้วะ.. ด้านไอ้เนตรเองก็ใช่ย่อยๆ มันยังเคยเข้ามาด่าไอ้มี่ถึงในบ้านตอนเช้าก่อนไปโรงเรียน ทั้งๆที่พ่อกะแม่ของไอ้มี่มันก็อยู่ (จำได้มั้ย เหอะๆๆๆ) ก็...งี่เง่าพอกันแหละ (อย่ามาทะเลาะกันอีกนะเว้ย มันเรื่องตอนเด็กๆ)

 

มันก็ตลกดี เพราะการทะเลาะตบตีกันของคนทั้งคู่เป็นที่เรื่องราวกระฉ่อนวงดุริยางค์มากๆ ไม่มีใครในวงไม่รู้ว่าไอ้สองตัวนี้มันกัดกันยังกะหมาตัวผู้แย่งหมาตัวเมีย เป็นที่เอือมระอาของพี่ๆเพื่อนๆและน้องๆมาตลอด 5 ปีที่อยู่ในวงเดียวกัน ที่ตลกคือไอ้มี่มันจำไม่ได้เลยว่า เวลามันคืนดีกับเพื่อนมัน มันใช้วิธีการอะไร แล้วก็นึกสาเหตุของการทะเลาะกันไม่ออกเลยด้วย จำได้แค่ว่า ไอ้มี่มันจะยอมก่อนตลอด เพราะว่ามันเป็นคนดี (เฮ่ย! ไม่ใช่ มันเถียงไม่ทันตะหาก)

 

จนกระทั่งวันหนึ่งเมื่อมาถึงทางแยกของชีวิต (ซีเรียสเชียว) ไอ้มี่ยังจำภาพไอ้เนตรที่น้ำตาไหลอาบแก้มได้อยู่ (ตัดเป็นภาพการ์ตูนญี่ปุ่นอีกครั้ง) เมื่อเนตรต้องจากไปสู่ทางเลือกที่ดีกว่า นั่นก็คือการได้ไปต่อม.4 สายวิทย์ ที่เตรียมฯใหญ่ ชีวิตในวงดุริยางค์โรงเรียนเก่าต้องจบลงไป ไอ้เนตรมันแอบนั่งร้องไห้อยู่บนพื้นห้องเรียนฟิสิกส์ที่โรงเรียนเก่า โดยมีไอ้มี่คอยนั่งปลอบมันอยู่ ทำให้ไอ้มี่เสียสมาธิในการเรียน จนฟังครูพูดไม่รู้เรื่อง อะไรก็ไม่รู้ เทตะ เพตะ เทระ จิกกะ เซปตะ ตะกละ เฟอะฟะ อะไรสักอย่างจนทำไอ้มี่ซึ่งสมองทึ่มๆอยู่แล้วตั้งแต่เด็กๆ เรียนฟิสิกส์ไม่รู้เรื่องจนกระทั่งจบม.6 แต่ก็นั่นแหละ ทำยังไงไอ้เนตรก็ยังไม่หยุดร้องไห้ แล้วในที่สุดเมื่อมันต้องไป มันก็ต้องไป แล้วมันก็ไป (แล้วจะพูดทำไมหลายรอบ)

 

ชีวิตในวงดุริยางค์ที่ไม่มีไอ้เนตรคอยนั่งกัดกันอย่างที่เคยเป็นทำให้ไอ้มี่มันเหงา เหงามากๆ ไอ้เนตรมันก็ไปอยู่ในวงดุริยางค์ของเตรียมฯ ซึ่งไอ้มี่ก็ไม่ค่อยรู้ข่าวคราวอะไรของมันเหมือนกัน ไอ้มี่มันเพิ่งรู้ว่าการหยุดทะเลาะกับคนอื่นด้วยเรื่องงี่เง่าๆ ทำให้คนเราโตขึ้นและมีเวลาทำอะไรๆมากขึ้น ซึ่งไอ้มี่ก็เดาว่าไอ้เนตรก็คงจะรู้เหมือนกัน หลังจากนั้นมาทุกครั้งที่เจอกัน ไอ้มี่กับไอ้เนตรก็เลยเลิกทะเลาะกัน (นานๆเจอกันทีจะทะเลาะกันทำไมให้เสียเวลา)

 

เรื่องราวช่วงนี้ของทั้งคู่ขาดตอนไป เมื่อต่างคนต่างยุ่ง และต่างก็ไปมีชีวิตของตัวเอง ไอ้มี่มันย้ายออกจากบ้านที่เคยนั่งบนหน้าต่างห้องตัวเอง แล้วมองไปเห็นไอ้เนตรโบกมือที่หน้าต่างระเบียงแมนชั่นของมันได้ กลายเป็นว่าไกลกันจนเกินจะมองกันเห็น ไอ้ที่ว่าจะไปกิน a day café ที่เคยอยู่ในซอยของมันทั้งคู่ หรือว่าจะไปกิน anna café ที่ตอนนี้กลายเป็น MK Gold ด้วยกันนั้น เป็นอันว่าเลิกคิดได้เลย

 

ไอ้เนตรเรียนจบเตรียมฯ แล้วก็เอ็นท์ติดสัตวแพทย์ จุฬาฯ ก็เหมาะสมดีสำหรับคนรักสัตว์อย่างมัน ส่วนไอ้มี่ก็ลุ่มๆดอนๆ สอบเข้าเรียนรัฐศาสตร์ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ แต่กลับกระดอนไปออสเตรเลียที กระเด็นไปฮ่องกงที กว่าจะยืนได้มั่น ไอ้มี่ก็เกือบจะลืมไปแล้วว่ายังมีเพื่อนอย่างไอ้เนตรอยู่

 

เสมอ ต้องขอบคุณคนคิดโปรแกรมเอ็มเอสเอ็นขึ้นมา มันทำให้คนทั้งคู่คุยกับได้ง่ายขึ้น และบ่อยขึ้น มันเชื่อมโยงชีวิตที่ห่างหายกันไปให้กลับมาเจอกันได้อีกครั้ง

 

เวลาผ่านไป คนเราก็โตขึ้น แล้วไอ้มี่มันก็รู้เห็นได้ชัดเลยว่า เนตรคงเป็นคนเดียวในโลกที่ไอ้มี่ไม่เคยกลัวเลยว่าจะโกรธกันเวลาเถียงกัน ต่อให้หน้าดำหน้าแดงยังไงก็เถอะ เพราะทะเลาะกันมาจนพรุน และไม่มีพื้นที่ไหนว่างพอจะให้บรรจุเรื่องราววิวาทกันได้อีกแล้ว ก็ทะเลาะกันจนรู้เช่นเห็นชาติกันมาตั้งแต่ป.1นี่เนอะ ถึงบริบทของชีวิตจะพาให้แต่ละคนกระเด็นกระดอนกันไปคนละทิศคนละทาง แต่เพื่อนกันยังไงก็ตัดไม่ขาด เวลาเจอกันทีก็ตัวติดกันเป็นปาท่องโก๋เหมือนเดิม อะไรๆก็ไม่เปลี่ยน

 

แต่คนเป็นผู้หญิง เมื่อมีความรักแล้ว อะไรๆที่คนเป็นเพื่อนไม่เคยเห็น ก็ได้เห็นคราวนี้เอง เพราะผู้หญิงเศร้าได้ที่สุดก็เรื่องความรัก สุขได้ที่สุดก็เพราะว่าเรื่องเดียวกันนี่เอง

 

บ่อยครั้งที่ไอ้เนตรกับไอ้มี่ห่างๆกันไป เพราะต่างคนต่างก็มีโลกส่วนตัวในหัวใจของตัวเอง นานๆครั้งก็กลับมาอัพเดทชีวิตตัวเองให้เพื่อนฟัง บ้างหัวเราะ บ้างมีน้ำตา ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นน้ำตาของไอ้มี่ ในขณะที่ไอ้เนตรจะคอยด่า เอ้ย! คอยเตือนสติอยู่เสมอๆ

 

เมื่อเร็วๆนี้ถึงตาไอ้เนตรต้องเป็นฝ่ายเสียน้ำตาบ้าง และความเสียใจนั้น ไอ้มี่ก็พอจะเข้าใจและสัมผัสถึง ไอ้มี่ช่วยอะไรไม่ได้มากไปกว่ารับฟัง แต่ก็รู้ว่า นั่นคือสิ่งที่ดีที่สุดที่ไอ้มี่มันจะทำได้ ไอ้มี่มันหูจะรับฟังสิ่งที่เนตรอยากจะบอกตลอดแหละ แม้ว่าบางครั้งไอ้มี่มันจะเพี้ยนๆ จิตตกๆหล่นๆ อยู่เรื่อยๆ แต่เวลาที่คนอย่างไอ้เนตรต้องการใครสักคน ไอ้มี่มันก็พร้อมที่จะเข้มแข็งแล้วก็รับฟังเพื่อนที่มันรักที่สุด ซึ่งไอ้มี่ก็คิดว่า ไอ้เนตรก็คงจะเป็นเหมือนกัน

 

ไอ้มี่มันได้ยินมาว่าไอ้เนตรรู้สึกดีขึ้นแล้ว ไอ้มี่ก็ดีใจด้วย ไอ้เนตรเข้มแข็งเสมอ มันรู้ดี

 

ไอ้มี่มันก็แค่อยากจะบอกคำบางคำให้เพื่อนมันฟัง แต่อารมณ์ไหนก็ไม่รู้ ไอ้มี่มันเลยสาธยายออกมาเสียยาวเหยียด อย่างกับว่าสังขารกำลังร่วงโรย

 

เอาเป็นว่าจบดื้อๆด้วยคำที่มันอยากบอกก็แล้วกัน …Happy Birthday… นะจ๊ะ นังเพื่อนสุดสวย